[EXPIV] Vitomir Dobrev

posted on 17 Nov 2014 20:13 by zumschluss in EXPIV
 
 
 
[ดีไซน์แรก] *เก๊าขอโทษแต่เส้นเก๊ามันไม่นิ่ง ; ;;

 
ชื่อ - นามสกุล: Vitomir Dobrev (วิโตมีร์ ดาเบรียฟ)

อายุ: 38
เพศ: ชาย
น้ําหนัก/ ส่วนสูง: 189cm/ 81kg
เมืองเกิด: เดสเควนท์

ตําแหน่ง: Doctor/ Surgeon
เรือ/กัปตัน ที่สังกัด: Doomed Dawn/ Derya Jamal

ประสบการณ์การเดินเรือ: around 25-26 yrs 
  • 11-12: หมอบนเรือขนสินค้า (จ้างด้วยราคาถูกๆ)
  • 13-20: ถูกบังคับทำหน้าที่หมอบนเรือค้าทาส
  • 21-32: หมอบนเรือโจรสลัด
  • 33: พักการเดินเรือชั่วคราว
  • 34-ปัจจุบัน: หมอบนเรือ Doomed Dawn

ลักษณะนิสัย: ตรงไปตรงมา ขี้รำคาญ ช่างจับผิดช่างตำหนิ เมื่อมาถึงเรื่องสุขภาพแล้วจะขี้บ่นกระปอดกระแปดเหมือนคนแก่วัยทอง (บ้างก็ว่าเหมือนแม่) อารมณ์ขึ้นไวกว่าคนอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะหงุดหงิดยังไงก็จะใช้เหตุผลตัดสินก่อนเสมอโดยเก็บความขุ่นข้องไว้ข้างใน ไม่เคยแสดงความกราดเกรี้ยวอะไรออกมานอกจากการบ่นจุกจิกหรือโต้แย้งเรื่องเลื่อยแขนขาคนบ้างเรื่องอะไรต่อมิอะไรทางการแพทย์บ้าง
มีอารมณ์ขันนิดหน่อย แต่เป็นอารมณ์ขันที่คนอื่นไม่เข้าใจ และมักจะพูดด้วยสีหน้าเรียบๆ จึงดูเหมือนกำลังพูดอะไรบ้าๆออกมามากกว่า มักคิดคำนวณอะไรอยู่ในหัวคนเดียว บางทีก็คิดน้อยไป บางทีก็คิดมากไป แต่หน้าที่ที่ตนพึงปฏิบัติจะถูกให้ความสำคัญในการประมวลผลเป็นอันดับแรกเสมอ
จู้จี้เรื่องความสะอาดและการติดเชื้อ แต่กับอาวุธที่ใช้กับศัตรูแล้วไม่เคยมีการห่วงใยเรื่องสุขอนามัย ใช้เสร็จยังไงก็โยนกองไว้อย่างนั้น 

เคยมีคำร่ำลือว่าลึกๆแล้วเป็นคนดี..
แบบลึกๆ..
ลึกมาก..

ลึกกว่าที่ตั้งล็อกเกอร์ของเดวี่โจนส์นิดนึง..
 

ประวัติตัวละคร: เป็นลูกชายของ Barber-surgeon (เทียบระยะเวลากับยุคโกลเด้นเอจของโจรสลัดในโลกปกติ ในยุคนี้ช่างตัดผมจะทำหน้าที่หลายอย่างไม่ผิดไปจากหมอ ทั้งตัดเนื้องอก ถอนฟัน ถ่ายเลือด เรียกได้ว่าคลุกคลีกับผู้ป่วยตลอดเวลาถ้าไม่ได้ทำงานตัดผมหรือโกนหนวดอยู่ ต่างจากแพทย์ที่จบจากสถาบันมีชื่อตรงที่แพทย์เหล่านี้จะไม่เข้ามาคลุกคลีกับผู้ป่วยเท่าช่างตัดผม เพียงแค่วินิจฉัยแล้วสั่งจ่ายยาเท่านั้น) ชาวดันเตเลียน ส่วนแม่เป็นชาวเชวาเรียนที่ย้ายถิ่นมาอาศัยอยู่ในเดสเควนท์
ได้รับถ่ายทอดทักษะทั้งด้านการตัดผมโกนหนวดตลอดจนตัดเนื้องอกถอดเล็บมาจากพ่อของตน เรียนอ่านเขียนเล็กน้อยแค่พอให้อ่านตำราทางการแพทย์ที่ซุกอยู่ตามมุมบ้านได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนมือหนัก ช่างใจร้อนขี้บ่นกระปอดกระแปดจึงดูจะถนัดกับการเลื่อยแขนขาคนทิ้งมากกว่าการรักษาบาดแผลละเอียดละออหรือการโกนเคราให้ใครๆ ซึ่งอันที่จริงก็สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ไม่มีปัญหา แต่มักจะบ่นไปรักษาไป หรือจงใจทำมีดโกนบาดคางสักทีสองทีหากมีความหมั่นไส้ส่วนตัว

เมื่อเข้าช่วงวัยรุ่นได้เดินทางไปกับเรือขนสินค้าของคนในเมืองด้วยค่าจ้างถูกๆอย่างเด็กกะโปโลที่จับมีดผ่าตัดเป็นก่อนอะไรอย่างอื่น เดินทางอยู่กับเรือนี้ได้ไม่นานนักก็พลัดไปอยู่กับเรือค้าทาสเข้าโดยบังเอิญ และในช่วงที่อยู่บนเรือค้าทาสนี้เองที่มีชีวิตอยู่รอดได้เพราะทักษะทางการแพทย์ แต่ก็ต้องเสียหูข้างซ้ายไปจากการแอบฟังบทสนทนาของนายหน้าค้าทาสผ่านบานประตู และได้บาดแผลต่างๆจากข้อบกพร่องที่พลั้งกระทำไประหว่างอยู่บนเรือลำนี้
อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิงก็คืออาการตื่นตระหนกเมื่ออยู่ในที่มืดซึ่งสาเหตุเกิดขึ้นระหว่างอยู่บนเรือนี้ เมื่อตะวันตกดิน เขาผู้เป็นแพทย์ประจำเรือทางพฤตินัยจะถูกขังทิ้งไว้ในห้องมืดๆแคบๆ เพื่อกันไม่ให้เขาออกมาเพ่นพ่านวางยานายทาสบนเรือเสียได้ ในห้องนั้นไม่มีอะไรที่จะสนองให้เขาฆ่าตัวตายได้ และไม่มีอะไรที่บ่งชี้ได้ว่าคืนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่รู้ว่าประตูจะเปิดขึ้นตอนไหน และร่างที่ทอดเงายาวจากแสงจันทร์ต้องการอะไรจากเขา 
ตลอดเวลาที่อยู่บนเรือค้าทาสจำต้องใช้ความรู้ทางการเยียวยารักษาตามแต่ทิศทางที่ขดแส้จะชี้ไป ทาสที่ดูท่าทางไม่คุ้มค่าหยูกยารักษาจะถูกปล่อยให้ซีดเซียวไปตามวันคืน และถูกโยนลงจากกราบเรือเมื่อตัวขัดแข็งเย็นชืดในที่สุด นั่นทำให้วิโตมีร์ในวัยหนุ่มได้แต่เก็บความขัดข้องนี้เอาไว้ในใจ
 จนเวลาผ่านไปร่วมแปดปี และไม่เคยมีเรือราชนาวีโผล่มาในระยะที่สายตามองเห็นได้ เรือค้าทาสที่เขาโดยสารอยู่ถูกโจรสลัดเข้าโจมตี มีทาสที่ถูกลูกหลงเสียชีวิตไปไม่น้อย แต่วิโตมีร์ที่สายตาแข็งกร้าวขึ้นด้วยความตายที่พาดผ่านเบื้องหน้าตลอดแปดปีไม่รู้สึกถึงความอยุติธรรมที่เกิดแก่เหยื่อในการรบพุ่งนี้ เขามองเห็นเพียงเหล่าโจรสลัดที่จะฉุดรั้งตนจากเรือทาสอันน่าหดหู่ และตกลงรับตำแหน่งหมอให้แก่เรือโจรสลัดลำดังกล่าว

การเป็นหมอให้กับเรือโจรสลัดทำให้เขาประจักษ์เห็นกับตาถึงอำนาจในท้องทะเลของเรือที่มีสัญลักษณ์หัวกะโหลกโบกอยู่เหนือเสากระโดง นาวาชนิดเดียวที่ล่องจากเกาะสู่เกาะได้โดยอิสระไม่เกรงกลัวใคร (ถึงจะต้องรบรากับนาวีบ่อยๆก็ตาม) และเป็นความอิสระเหนือท้องทะเลนี้เองที่ทำให้เขาเดินลึกสู่เส้นทางของโจรสลัดเข้าเรื่อยๆ

เขาเดินเรือกับกลุ่มโจรสลัด บลัดดี้ วัวยาเชอร์ อยู่เป็นเวลานาน เป็นเดือนปีที่มีความสุขขัดกับแปดปีก่อนหน้านั้น จนกระทังเรืออับปางลงและโจรสลัดที่เหลืออยู่ต้องกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง เขาจึงกลับมายังบ้านเกิดที่เดสเควนท์ และแวะเวียนไปมาระหว่างที่นั่นกับอียาซเซอร์อยู่ได้ร่วมปี

เขาเป็นโจรสลัด เขารักชีวิตที่อิสระเสรีของโจรสลัด แต่เขายังกลัวเกรงที่จะขึ้นเรือลำใดก็ตาม เขากลัวว่าเรือลำนั้นจะอับปางลงอีกลำหนึ่ง เขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตที่เหลืออีกค่อนครึ่งหนึ่งจมอยู่กับความทรงจำเช่นนั้นอีกเรื่องหนึ่ง.. จนกระทั่งเขาก้าวเท้าขึ้นเรือ ดูม ดอว์น หลังจากนั้น
ในทีแรก เขาก้าวขึ้นดูมดอว์นเพียงเพื่อรักษารองกัปตันที่ป่วยหนัก แต่กลับลงเอยที่ถูกกักตัวให้ทำหน้าที่หมอประจำเรือต่อไป เขาเพียรหาทางหลบหนีอยู่หลายเดือน แต่ในขณะเดียวกันก็รักษาลูกเรือที่เจ็บป่วยไปพลางบ่นให้รักษาสุขภาพไปพลาง และเป็นตอนที่เขาเผลอผูกความรับผิดชอบของตนเอาไว้กับสุขภาพของลูกเรือลำนี้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง ที่เขายอมรับตนว่าเป็นแพทย์ประจำเรือลำนี้อย่างเต็มตัว 
 

อาวุธ / ความสามารถในการต่อสู้: ใช้เลื่อยตัดกระดูกเก่าๆแทนอาวุธ ใบมีดยาวราวๆสิบหกนิ้ว

 
 
อันที่จริงแล้วก็ใช้พวก amputation saws (เลื่อยที่ใช้หั่นแขนขาทิ้ง) เก่าๆแทนอาวุธ มีหลายรูปแบบ  แต่ที่ใช้ถนัดมือที่สุดจะเป็นเลื่อยอย่างรูปที่แนบมา ปกติจะกองเลื่อยเก่าๆเอาไว้ในลังไม้ข้างประตูห้องตัวเอง ศัตรูบุกเมื่อไหร่ก็คว้าวิ่งออกไปได้ทันที ใบมีดคมบ้างไม่คมบ้างตามโชคของผู้ใช้และผู้ถูกโจมตี แต่หลังใช้เลื่อยที่ปลดระวางพวกนี้แล้วแล้วมักจะขี้เกียจเช็ดล้างใบมีด จึงกลายเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดีทีเดียว (แต่เลื่อยที่ยังถูกใช้งานทางการแพทย์อยู่ก็เช็ดอย่างตั้งใจน่ะนะ..)
ด้วยความที่เป็นหมอ และติดจะขี้รำคาญไม่ชอบต่อสู้ยืดเยื้อ จึงมักหวดเลื่อยฉับเข้าไปบริเวณที่คาดว่าจะมีเส้นเอ็นหรือเส้นเลือดเส้นใหญ่ๆอยู่ แล้วปล่อยให้นอนดิ้นเอ็นข้อเท้าขาด หรือเลือดไหลออกมาจนหมดตัวไปเอง
ในการต่อสู้มักพึ่งพาอยู่แค่สามอย่าง คือเลื่อยตัดกระดูก ความรู้ทางสรีระมนุษย์ และแรงควายจากเชื้อสายดันเตเลียนของตน…
 
 
 
เลื่อยหั่นมือเองก็เป็นตัวเลือกที่นิยมใช้เวลาเบื่อๆจากเลื่อยปื้นปกติ เป็นตัวเลือกที่ดีเวลาปวดเมื่อยตัว(เพราะแก่?)จนไม่อยากแบกเลื่อยใหญ่ๆวิ่งไปมา
 
สิ่งที่ชอบ/ ไม่ชอบ/ เกลียด: รักความสะอาด แต่การมีจิตใจอันสกปรกดำมืดอันนี้ไม่เกี่ยว คนละอย่างกัน *เอ๊ะ และชอบดนตรี แต่บางครั้งก็จะแสดงสีหน้าเศร้าๆออกมาโดยไม่รู้ตัวระหว่างฟังเพลง
เกลียดความ incapable ของมนุษย์ไม่ว่าใครก็ตาม เพราะตนมีความคิดตั้งมั่นว่าถ้าจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ทำตัวอ่อนระแน้ล้มเหลวกลางทางหรือทำตัวแค่ดีแต่ปาก

อีกสิ่งหนึ่งที่สนใจ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าชอบหรือไม่ชอบก็คือพฤติกรรมของมนุษย์ เขามีความสุขในการศึกษาและพยายามทำความเข้าใจอยู่ห่างๆ โดยพยายามไม่นำตัวเองลงไปสุ่มเสี่ยงมากเกินความจำเป็น

ส่วน panic attack ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มืดนั้นไม่ได้หมายความว่าเขาเกลียดกลัวความมืด เขาเพียงแค่โยงความมืดเข้ากับสิ่งที่เขาประสบมา ซึ่งก็คือความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนว่าจะถูกทำร้ายหรือได้หลับสงบๆ เขาทั้งรังเกียจและหวาดหวั่นความไม่แน่นอนที่ย่างกรายเข้ามาพร้อมความมืดทึมนั้น
*เป็นความลับพอๆกับอดีตบนเรือเก่า, เมื่อดูผิวเผินจะไม่รู้ว่าเขามี panic attack นี้ (อ่านต่อด้านล่าง)*



 

อุดมการณ์/ ความต้องการ: 
1) การรักษาชีวิตของมนุษย์เอาไว้แม้จะต้องตัดอวัยวะหรือสิ่งสำคัญใดๆออก
หากมีนักดาบฝีมือดีที่แขนข้างถนัดติดเชื้อลุกลามจนแทบเน่า วิโตมีร์เองก็จะเลือกตัดแขนนั้นทิ้งโดยไม่คำนึงว่าหากตัดแขนข้างนี้แล้วนักดาบคนดังกล่าวจะยังเหลือความภาคภูมิใจหรือเกียรติใดเหลืออยู่ เชิงว่าปล่อยเรื่องนี้ไปให้นักดาบคนดังกล่าวขบคิดเองทีหลังว่าจะยังอยากมีชีวิตต่อหรืออยากกระโดดน้ำตายแล้ว
หากมีคนป่วยอยู่ต่อหน้า เขาก็จะใช้แค่ตรรกะง่ายๆในแง่การรักษาชีวิตมนุษย์รักษาชีวิตของคนผู้นั้นเอาไว้ โดยไม่ใส่ใจผลที่จะตามมาภายหลัง หากเขารักษาเสร็จแล้วคนป่วยหมดกำลังใจในการใช้ชีวิตจนอยากฆ่าตัวตายนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจ เพียงแต่เขาจะไม่ปล่อยให้มีคนเจ็บนอนโอดโอยอยู่ตรงหน้าก็เท่านั้น
(แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นศัตรูอาจมีกระทืบซ้ำพอให้ตายคาที่)

2) นอกจากนี้เขายังมีความสนใจลึกซึ้งในเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” ซึ่งความสนใจทั้งเรื่อง “ชีวิต” และ “ความเป็น” -มนุษย์ นี่เองที่ทำให้เขาตัดสินใจออกเรือเคียงกับธงโจรสลัด เขาต้องการเข้าใจถึงสรีระและเงื่อนไขต่างๆในการประคองหรือจบชีวิตมนุษย์ และในขณะเดียวกัน การกระทำต่างๆและความคิดที่แผกไปในแต่ละคน ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ไม่มีเขียนบรรยายไว้ในตำราเล่มใดๆ และนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการทำความเข้าใจให้ถึงที่สุด

อื่นๆ ที่อยากเพิ่มเติม: 
- มีกระเป๋าใบเล็กๆติดตัวไว้ตรงเอว ข้างในมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลง่ายๆ ขวดแก้วใส่สารอะไรแปลกๆ กับใบยาสูบนิดหน่อย
- ส่วนเลื่อยบางทีก็เอาติดตัวลงเรือไป บางทีก็ไม่เอาลงไป แต่ถ้าเอาลงไปมักจะใส่ซองหนังแล้วห้อยไว้แถวเอว ดูไปก็ไม่ต่างกับช่างไม้
- มักถืออาวุธวิ่งไล่ฟาดศัตรูจนแยกไม่ออกว่าใครลูกเรือใครหมอ ส่วนหนึ่งที่ต้องรบราให้ถนัดตัวก็เพื่อไม่ให้สุขภาพของลูกเรือตกอยู่ในอันตรายหากตนพลาดพลั้งเป็นอะไรไป


ไม่ได้มัดผมสูงตลอด ปล่อยบ้าง มัดไว้ข้างๆบ้าง ตามอารมณ์และความรำคาญ
 
 
ชุดที่ใส่: 
 

ขึ้นอยู่กับความขยันในการใส่เสื้อผ้าแต่ละวัน และสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น ถ้าต้องผ่าตัดใครเป็นจริงเป็นจังก็จะใส่ผ้ากันเปื้อนครบ แต่ถ้าเดินลงไปหาอะไรดื่มที่ท่าเรือเฉยๆก็จะใส่แค่อย่างในรูปแรก

มักจะพกกระเป๋าใส่ยา(ที่เอวขวา)ติดตัวตลอดเวลา ส่วนซองใส่เลื่อยอาจเอาติดลงไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับลางสังหรณ์ในวันนั้นๆ
 
 

เพิ่มเติม: 1) ประวัติส่วนที่เกี่ยวกับเรือโจรสลัดลำก่อนหน้า ช่วงอายุ 21-33 ปี

วิโตมีร์ไม่ลังเลที่จะเล่าประวัติของตนเกี่ยวกับช่วงที่อยู่ในเมือง ย้ายมาอยู่บนเรือสินค้า หรือบนเรือทาสก็ตาม แต่มักเลี่ยงที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรือโจรสลัดก่อนหน้านี้ โดยไม่ได้มีเหตุผลอื่นนอกจากไม่ต้องการขุดคุ้ยตะกอนในจิตใจให้คลุ้งขึ้นมาอีก

แต่แรกเขามองเห็นเรือโจรสลัดที่ขึ้นโดยสารมาเป็นเพียงนาวาที่จะฉุดรั้งตนออกจากความน่าอดสูบนท้องทะเล ไม่ได้คิดถึงการเป็นพวกพ้องหรืออะไรไปเกินกว่านั้น เพียงแค่รับหน้าที่หมอมาเงียบๆ และมีชีวิตรอดต่อไปเพื่อการศึกษาของเขา

แต่คงเป็นด้วยธรรมชาติของโจรสลัดกลุ่มนั้นที่ตรงกันข้ามกับเรือค้าทาสก่อนหน้านี้เองที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยลักษณะต่างๆที่แตกต่างจากสิ่งที่เขาเจอมาแปดปีโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นกัปตันที่เอะอะก็มาวุ่นวายในห้องพยาบาล ทำมือเกะกะใส่มีดผ่าตัดจนได้เลือดให้เขาต้องมารักษาเข้าจริงๆ ต้นหนที่ชอบทำทีเป็นดูกระแสลมผิดและพาเรือแล่นเข้าพายุที่ขนาดไม่ใหญ่มากจนเกินไปเพียงเพราะต้องการสัมผัสลมฝนแรงๆ หรือนักดนตรีที่ขยับปากทีไรก็มีแต่เรื่องไร้สาระพ่นพล่ามออกมาจนต้องหูชาและกลบเสียงดนตรีที่กำลังเล่นไปเสียหมด

บลัดดี้ วัวยาเชอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อของลูกเรือเองว่า แครคพอท วัวยาเชอร์ คือสิ่วที่กะเทาะเปลือกแข็งของเขาออกจนกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ต่างจากลูกเรืออื่นๆบนเรือลำนั้นเลย ใบหน้าที่ฉีกยิ้มกว้างอยู่เสมอและพร้อมยอกย้อนอะไรกลับไปให้เจ็บแสบ ดวงตาขี้เล่นที่หลิ่วมองคนอื่นอย่างรู้ที และเสียงหัวเราะรื่นที่ระเบิดออกทุกคราวที่ประโยคใดประโยคหนึ่งสิ้นสุดลงบนริมฝีปาก และคนที่พยายามรื้อทึ้งเปลือกของเขาออกมากกว่าใครๆ ก็ไม่ใช่ใครอื่นไปนอกจากนักดนตรีที่แบกเชลโลไปทั่วกราบเรือเพื่อหามุมที่เสียงสะท้อนกับกระดานไม้ได้ดีที่สุด

เป็นเวลาสิบสองปีที่เขาอาศัยอยู่บนเรือลำน้ำอย่างรื่นเริง แต่แน่นอนว่าความสุขบนเรือโจรสลัดคงไม่ต่างอะไรไปกับฟองคลื่นที่จะสลายไปในที่สุด
สัปดาห์นั้นคงเป็นสัปดาห์ที่เทพเจ้าแห่งกัญชาไม่ได้เข้าข้างพวกลูกเรือของบลัดดี้วัวยาเชอร์ แม่เออีวาน (Aodh-aoibheann) คนงาม เรือของพวกเขา ปะทะเข้ากับเรือราชนาวีเข้า แม้จะหลีกหนีมาได้แต่ลูกเรือครึ่งหนึ่งก็ได้รับแผลให้ต้องเย็บปะติดตัวมา
จนยังไม่ทันพ้นสัปดาห์นั้นดี พวกเขาก็ปะทะเข้ากับเรือโจรสลัดอีกลำหนึ่งก่อนได้เทียบท่าเติมเสบียง อาวุธของศัตรูบางคนเคลือบด้วยพิษ และมันเถือเข้าผิวของลูกเรือหลายคน
บลัดดี้วัวยาเชอร์พ่ายแพ้อย่างหมดท่า ลูกเรือไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีพอที่จะเทียบท่าเรือใหญ่ใกล้ๆได้โดยไม่ถูกเรือโจรสลัดกลุ่มอื่นหรือทางการเพ่งเล็ง อีกทั้งทรัพย์สมบัติก็ถูกปล้นไป และกัปตันเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกพิษนั้นเข้า

อุปกรณ์รักษาของวิโตมีร์ยังอยู่ดี ทันทีที่เรือศัตรูแล่นห่างออกไป เขาก็เร่งรุดเข้าพยาบาลผู้บาดเจ็บทุกคนที่ร้องโอดโอยอยู่กับที่ กัปตันเป็นคนแรกที่เขาเข้าเตรียมรักษา พิษร้ายที่แล่นอยู่ใต้ผิวหนังของกัปตันเผอิญเป็นพิษที่เขาศึกษาก่อนหน้านี้ วิโตมีร์รีบดึงเอายาแก้พิษขวดสุดท้ายที่มีออกมาให้กัปตันดื่ม เมื่อเห็นท่าทางดีขึ้นแล้วจึงรุดไปรักษาคนต่อไป และนั่นคือนักดนตรีที่มักยิ้มกว้างคู่กับเชลโลของเขานั่นเอง นักดนตรีที่ต้องพิษชนิดเดียวกันกับกัปตัน..

เขาอาจพยายามรักษานักดนตรีให้ถึงที่สุดก็ได้ เขาอาจรีบเร่งไปผสมยาแก้พิษนั้นใหม่ แต่สายตาของนักดนตรีที่มองเขาแสดงคำตอบออกมาชัดเจน ว่าคนที่ต้องพิษเจียนตายตรงหน้านี้ต้องการให้เขารักษาชีวิตของลูกเรือคนอื่นให้มากที่สุด แทนที่จะรักษาเขาคนเดียว


และวิโตมีร์ก็ทำตามสายตาคู่นั้น

เขารักษาชีวิตลูกเรือได้มากโข แม้จะมีบางรายที่ต้องจากเรือกัญชาลำนี้ไป แต่เชลโลที่วางนิ่งงันอยู่ในมุมหนึ่งของห้องพักลูกเรือไม่ได้ทำให้เขารู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตนทำลงไปเลย
แต่ความตายของเพื่อนสนิทที่กอดคอหัวเราะร่าด้วยกันทุกวันไม่ได้ทำให้เขาเดินลงจากเรือหรือหยุดรักษาใครไป เขายังทำหน้าที่ของตนเองต่อไปอีกร่วมสามปี เป็นเวลาสามปีที่เขายังมีความสุข แม้จะรู้สึกว่าเกิดช่องว่างบางอย่างขึ้นในห้วงคำนึง

เขาอยู่กับบลัดดี้วัวยาเชอร์จนถึงจุดจบ

จุดจบที่ย่างเข้ามาหาเมื่อพวกเขาปะทะกับเรือโจรสลัดเข้าอีกลำหนึ่ง เรือที่จุดให้แม่สาวเออีวานต้องลุกเป็นไฟ เปลวเพลิงลามเลียขึ้นไปถึงยอดที่ขึงธงสัญลักษณ์เรือโบกไว้ กัปตัน ต้นหน และลูกเรืออีกหลายคนต้องสังเวยชีวิตให้กับการปะทะกันครั้งนี้
การล่องทะเลครั้งนี้จบตรงที่เขายืนเคียงกับลูกเรือเท่าที่เหลือ เฝ้ามองการล่มลงสู่ท้องทะเลของเออีวานและกลุ่มโจรสลัดบลัดดี้วัวยาเชอร์


เขาไม่ก้าวต่อไปที่ไหนอีก เพียงแค่กลับไปยังเดสเควนท์ กลับไปพบครอบครัว และพยายามลืมความทรงจำรื่นเริงที่จบลงด้วยเปลวเพลิง จนกว่าเขาจะตัดสินใจขึ้นเรือออกเดินทางอีกครั้ง
 

2) อาการ panic attack ในที่มืด

เมื่ออยู่ในที่มืดสนิท(ไม่มีแสงจันทร์/แสงเทียน/ตะเกียง)จะมีอาการประหม่าและหวาดระแวง เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตบนเรือค้าทาสช่วงวัยรุ่น
แต่เมื่อขึ้นเรือโจรสลัดลำก่อนหน้าก็หันมาใช้ยาระงับประสาทไว้ ยาได้ผลดีระดับหนึ่ง เขาไม่มีอาการประหม่าอีก แต่สายตาเขาก็ยังปฏิเสธที่มองสำรวจสภาพแวดล้อมให้เต็มตา และยาที่เข้าไปกดประสาทเองก็ทำให้เขาออกอาการเพี้ยนๆกว่าช่วงกลางวันเล็กน้อย
วิโตมีร์ยังใช้ชีวิตได้ปกติไม่มีปัญหาอะไร จะมีปัญหาก็แค่มองในที่มืดได้ไม่ดีเท่าคนทั่วไป และอาจจะพูดจาไม่รู้เรื่องเพ้อเจ้อบ้างหากคืนนั้นยากดประสาทเขาหนักไปหน่อย
เขาปฏิเสธที่จะคุยเรื่องนี้กับใครก็ตาม ด้วยเห็นว่ามันเป็นเพียงจุดอ่อนโง่ๆของเขาเท่านั้น

 
 
ติดต่อ โคประวัติ/ โรลเพลย์/ บล็อคสำรอง:

Comment

Comment:

Tweet